แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องของพวกมด....มด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องของพวกมด....มด แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

การสื่อสารของมด

การติดต่อสื่อสารระหว่างมดด้วยกัน ส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีที่ผลิตขึ้นมา สารเคมีชนิดนี้ เรียกว่า ฟีโรโมน เป็นสารเคมีที่สำคัญมากที่สุด สารเคมีชนิดนี้มีหลายชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ตัวอย่างเช่น การบอกทาง จะพบเห็นเป็นประจำที่มดเดิน ขณะที่ออกไปหาอาหารซึ่งจะทำให้สมาชิกมดงานตัวอื่นๆสามารถค้นหาเจอ การเตือนภัยและการผสมพันธุ์ มดจะปล่อยฟีโรโมนเกี่ยวกับพวกนั้นออกมา เช่น เมื่ออันตรายกับสมาชิกในกลุ่ม มดงานจะปล่อยฟีโรโมนเกี่ยวกับการเตือนภัยให้แก่สมาชิกรับทราบถึงอันตรายที่ได้รับหรือจะมาถึง
        มดงานก็จะมาอยู่รวมเป็นกลุ่มและมีปฏิกิริยาโต้ตอบโดยใช้กรามและหนวดกางออกอย่างกว้างๆ ในมดบางกลุ่มมีการปล่อยกรดฟอร์มิกออกมาทางด้านปลายส่วนท้อง เป็นการขับไล่ศัตรูออกไป มดแต่ละตัวจะมีที่รับสารเคมีเหล่านี้ได้ดีมากและรวดเร็วซึ่งจะอยู่ที่หนวดและส่วนอ่อนของลำตัว
        มดยังมีการสื่อสารโดยการใช้หนวดด้วยเช่นกัน จะเห็นอยู่เป็นประจำในลักษณะที่เรียกว่าจูบกัน (kissing) แต่ละตัวเมื่อพบกันตามทางเดิน โดยการเคลื่อนไหวหนวดจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งหรือไปข้างหน้าและข้างหลัง การเคลื่อนไหวของหนวดจะเป็นการแสดงตำแหน่งของอาหารหรือรัง พฤติกรรมการจูบนี้จะพบเห็นระหว่างช่วงที่มีการถ่ายเทอาหารใหแก่กันด้วย ขบวนการนี้เป็นการแลกเปลี่ยนของเหลวที่อยู่ในกระเพาะด้านหน้าระหว่างสมาชิกด้วยกันและผู้มาเยี่ยมเยือน อาจเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันหรือได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
        นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารโดยการสั่นทำให้เกิดเสียงขึ้น พบได้ในมดบางชนิดที่ชอบอาศัยตามต้นไม้ เมื่อมีภัยมดงานที่อยู่ในรังจะกระตุ้นโดยการเคาะเบาๆตามพืชที่อาศัยเป็นผลทำให้เกิดเสียงอย่างดังและสามารถได้ยินได้ วิธีนี้เป็นการป้องกันต่อศัตรูและเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับมดที่อยู่บริเวณนั้นด้วยเช่นกัน
        ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการสื่อสารของมด หนวดถือเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดที่จะถ่ายทอดสัญญาณต่างๆออกไปให้มดงานที่อยู่รอบข้างได้รับรู้ มีการเปรียบเทียบไว้ว่าถ้าผึ้งจะใช้การการสื่อสารต่อกันโดยภาษาการเต้นรำ ส่วนมดนั้นจะใช้ภาษาของหนวดในการสื่อสาร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ประเภทของมด แบ่งเป็น 8 ประเภท คือ
 

มดคันไฟ - มีลักษณะสีเหลืองแดง มีขนที่หัวและตัว หนวดมี 10 ปล้อง อกแคบ เห็นชัดเจน มี 2 ปุ่ม ท้องรูปไข่มีลายขวางสีน้ำตาล มีเหล็กใน ทำรังอยู่ใต้ดินที่ร่วนซุยโดยดินทรายรังหนึ่งๆ มีรูทางเข้าออก เล็กๆ บนพื้นดินได้หลายรู กินแมลงและซากสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร มดคันไฟใช้เหล็กในต่อย  ผู้ถูกต่อย จะรู้สึกเจ็บแสบคล้ายถูกไฟลวกจึงเรียกมดคันไฟ หลังจากถูกต่อยจะมีอาการบวมแดงขยายกว้างขึ้น และจุดที่ถูกต่อยจะใสคล้ายถูกไฟลวกและจะมีอาการคัน มากเมื่อเกาผิวหนังจะบวมแดงแผ่กว้างขึ้น

มดดำ - มีลักษณะมีสีน้ำตาลเข้มบางส่วนสีดำ ขนสีน้ำตาลเหลืองปกคลุมอยู่ทั่วไป หนวดมี 12 ปล้อง ลักษณะยาวเห็นได้ชัด อกแต่ละปล้องมีเส้นแบ่งชัดเจน ขายาวมาก มี 1 ปุ่ม เป็นรูปไข่นูนเล็กน้อย ท้องรูปไข่ พบเห็นทั่วไปทั้งในที่อยู่อาศัยและภายนอกบ้าน มดงานออกหากินไกลออกไปจากรัง ดังนั้น จึงยากที่จะควบคุมมดชนิดนี้ทั้งรัง เป็นมดที่เคลื่อนที่ได้เร็วมากโดยไม่ติดตามฟีโรโมนของมดตัวอื่นๆ พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลกบางครั้งอาจจะพบเห็นมดชนิดนี้ขนย้ายไข่ มดชนิดนี้จะไม่ทำอันตรายคน แม้ถูกรบกวน มดดำเป็นมดที่ทำให้เกิดความรำคาญมากกว่าอันตราย


มดละเอียด - มีลักษณะสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลอ่อนหรือสีแดงสว่างใส ท้องมีสีเข้มเกือบดำ หนวดมี 12 ปล้อง โดย 3 ปล้องสุดท้ายใหญ่เป็นรูป กระบอง ตาเล็ก อกยาวแคบเห็นชัดเจน มี 2 ปุ่มรูปไข่ มีขน ปกคลุมทั่วร่างกาย ชอบทำรังอยู่ใกล้แหล่งอาหารเช่น ช่องว่างตามกำแพงบ้าน รังมีขนาดต่างๆกันตั้งแต่ ขนาดเล็กจนถึงมีประชากรเป็นพันๆ ตัว และสามารถแตกเป็นรังย่อย จากรังใหญ่ได้ โดยจะกระจายไป ตามบ้าน ที่อยู่อาศัย ทำให้ควบคุมได้ยาก มดละเอียดจะมีเหล็กในแต่ไม่ปรากฏให้เห็น เมื่อถูกรบกวนจะ ป้องกันตัวโดยการกัด ผู้ถูกกัดจะรู้สึกเจ็บ และ คันเพียงเล็กน้อย
มดละเอียดหรือมดเหม็น – มีลักษณะหัวและอกสีดำ ท้องสีน้ำตาลอ่อนปล้องมีหนวดมี และยาว ตารวม ใหญ่อยู่ด้านหน้า ปล้อง มีปุ่ม 1 ลักษณะ แบน ปล้องท้องส่วนยื่นไปคลุมบน pedicel ทำรังบนดินร่วม บริเวณโคนต้มไม้ เช่น ต้นไผ่ ชอบซ่อนตัวตามกาบใบที่มีความชุ่มชื้น มดเหม็น เมื่อเข้ามาหาอาหารใน บ้านเรือนจะขับถ่ายมูลทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหารและมีกลิ่นเหม็น ทำอันตรายคนโดยการกัดผู้ถูก กัด และ รู้สึกเจ็บ และคันเพียงเล็กน้อย

มดง่าม - มีลักษณะสีน้ำตาลเข้ม กรามใหญ่ หนวดมี 11 ปล้อง เว้าลงส่วนท้องกว้างรูปไข่ ทำรังในดินร่วนมองผิวดินจะเห็นเป็นเพียงรูเปิดเล็กๆ และมีดินร่วงกองอยู่รอบๆ ของขอบรูเข้าออก ชอบทำรังในที่ร่มชื้น กินแมลงและเนื้อสัตว์เป็นอาหาร ทำอันตรายคนโดยการกัดอาการจะคล้าย คลึงกับอาการของคนที่ถูกมดคันไฟต่อยมาก


มดแดง - มีลักษณะสีแดงเข้ม หัวและส่วนอกมีขนเส้นเล็กๆ หนวดมี 12 ปล้อง อกยาวโค้งคอดคล้าย อาน กลม ขาเรียวยาว ทำรังบนต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นมะม่วง ชมพู่ โดยใช้ใบเหล่านี้ประกอบเป็นรัง โดยตัวอ่อนจะปล่อยสารเหนียวออกมาเชื่อมใบไม้ให้ประกบกัน เมื่อพบเหยื่อจะทำร้ายเหยื่อโดยการกัด และฉีดสารพิษออกทางปลายท้อง เมื่อเหยื่อได้รับบาดเจ็บจะช่วยกันลากกลับรัง มดแดง เมื่อถูกรบกวน จะทำอันตรายคนโดยการกัดผู้ถูกกัดจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ต่อมาจะเกิดอาการบวมคัน

มดตะนอย – มีลักษณะสำคัญสีดำปนน้ำตาลเหลือง มีขนกระจายบางๆ ไม่เป็นระเบียบ หนวด 12 ปล้อง อกยาว กว้าง เล็กแบน รูปไข่นูน ท้องรูปไข่เล็กปลายแหลมโค้ง มีเหล็กในที่ปลาย ทำรังอยู่ในต้นไม้ ใหญ่ที่ตายแล้ว เช่น ต้นก้ามปู ทำให้ต้นไม้เป็นโพรงอยู่ภายใน หากินบนต้นไม้และพื้นดินใกล้เคียง เป็นพวกกินเนื้อเป็นอาหาร มดตะนอยจะต่อยโดยใช้เหล็กใน ผู้ถูกต่อยจะปวดคล้ายถูกผึ้งต่อยเหล็กใน จะทำให้เกิดความเจ็บปวดและอาการบวม ต่อมาจะคันมาก


           
        แหล่งที่มา


วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

มดสายพันธุ์ใหม่

คริสเตียน เรเบลลิ่ง นักศึกษาด้านชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า จากการสำรวจป่าดงดิบแอมะซอน ได้พบมดรูปร่างประหลาด ลำตัวยาวแค่ 2-3 มิลลิเมตร ไม่มีตา มีสีซีดอ่อน มีกรามด้านล่างใหญ่กว่ากรามด้านบนมากนั้น เมื่อเอามาทำการสำรวจด้วยดีเอ็นเอ พบว่า มดประหลาดนี้วิวัฒนาการมาจากตัวต่อหรือตัวแตนเมื่อ 120 ล้านปีก่อน

จากรูปร่างหน้าตาที่ผิดแผกกว่ามดโดยทั่วๆ ไป เหมือนกับเป็นสัตว์ประหลาดที่มาจากนอกโลก เนื่องจากการวิวัฒนาการ ทำให้ ดร. เรเบลลิ่ง ตั้งชื่อมดนี้ว่า "Martialis heureka" หรือ "มดดาวอังคาร"

เรเบลลิ่ง กล่าวว่า "การค้นพบของผมจะช่วยให้นักชีววิทยาเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น รวมทั้งวิวัฒนาการของแมลง ทั้งยังแสดงว่า ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่ผ่านการวิวัฒนาการครั้งยิ่งใหญ่ หลบซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดินของป่าดงดิบ อย่างมดดาวอังคารหลบอยู่ในป่าดงดิบที่ไม่มีใครรบกวน แถมยังไม่ต้องไปแก่งแย่งหากินกับมดพันธุ์อื่น"

จากการนำดีเอ็นเอที่ขาของ "มดดาวอังคาร" มาวิเคราะห์ชี้ว่า วิวัฒนาการนั้นมีความรวดเร็วมาก จนแบ่งมดออกเป็นหลายตระกูล "มดดาวอังคาร" ชอบอาศัยอยู่ในดิน ใบไม้ผุๆ ต้นไม้ และวิวัฒนาการที่ทำให้มันเป็นมดที่ไม่มีตา มีสีซีด เพราะมันอาศัยอยู่ใต้ดิน แต่ยังคงลักษณะของบรรพบุรุษมดไว้

ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด